องค์กรยุคใหม่กำลังเผชิญกับความท้าทายด้านความปลอดภัยของข้อมูลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีจากแรนซัมแวร์ การโจมตีจากภายใน หรือการแอบลบข้อมูลอย่างมีเจตนาร้าย ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยอย่างน่าตกใจ สิ่งเหล่านี้อาจทำให้ข้อมูลสำคัญของบริษัทหายไปในชั่วข้ามคืน ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางการเงินอย่างมหาศาลและทำลายชื่อเสียงขององค์กร
แม้องค์กรส่วนใหญ่จะมีระบบสำรองข้อมูลอยู่แล้ว แต่แค่การเก็บไฟล์สำรองไว้เฉยๆ นั้นไม่พอ หากไฟล์สำรองถูกดัดแปลง ถูกลบ หรือถูกแฮกเกอร์เข้ารหัสทับ ซ้ำร้ายองค์กรอาจไม่สามารถกู้คืนข้อมูลกลับมาได้เลย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่ต้องปกป้องตัวไฟล์สำรองข้อมูลด้วย ไม่ใช่แค่ปกป้องข้อมูลหลักเพียงอย่างเดียว
หลายบริษัทมักนำเทคโนโลยี การเข้ารหัส (Encryption) หรือ เทคโนโลยีป้องกันการแก้ไข (Immutability) มาใช้เพื่อปกป้องไฟล์สำรอง แม้ทั้งสองอย่างจะจำเป็น แต่ก็ทำงานในระดับที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง การเข้าใจความแตกต่างและการนำทั้งสองมาใช้ร่วมกันจึงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสถาปัตยกรรมป้องกันข้อมูลที่มั่นคง
เหตุใดจึงควรใช้ Encryption และ Immutability ร่วมกัน
Encryption เป็นวิธีที่นิยมใช้เพื่อปกป้องข้อมูล โดยแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่ไม่สามารถอ่านได้ เพื่อให้เฉพาะผู้ที่ได้รับอนุญาตและมีคีย์เข้ารหัสที่ถูกต้องเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ เป้าหมายของ Encryption คือการรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูล แม้ว่าข้อมูลจะถูกดักจับระหว่างการรับส่งหรือถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต เนื้อหาภายในก็ยังคงไม่สามารถอ่านได้ จึงช่วยป้องกันการรั่วไหลของความลับทางการค้าหรือข้อมูลส่วนบุคคล
อย่างไรก็ตาม Encryption เพียงอย่างเดียวไม่สามารถปกป้องข้อมูลได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากไม่สามารถป้องกันการลบข้อมูลได้ ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่เกิดการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ ข้อมูลสำรองอาจถูกเข้ารหัสซ้ำจนผู้ใช้ไม่สามารถกู้คืนข้อมูลได้ Encryption รับประกันว่าผู้อื่นจะไม่สามารถอ่านข้อมูลที่ถูกขโมยไปได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลดังกล่าวจะยังคงอยู่และสามารถกู้คืนได้สำเร็จเสมอไป
นี่คือบทบาทของ Immutability โดย Encryption มุ่งเน้นการรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ขณะที่ Immutability ช่วยรับประกันว่าข้อมูลจะยังคงอยู่ ข้อมูลสำรองแบบไม่เปลี่ยนแปลงจะไม่สามารถถูกลบหรือแก้ไขได้หลังจากบันทึกแล้ว แม้จะถูกโจมตีด้วยมัลแวร์หรือเกิดการลบข้อมูลโดยไม่ตั้งใจ ข้อมูลที่สำรองไว้จะยังคงปลอดภัยและพร้อมสำหรับการกู้คืน จึงช่วยขจัดความเสี่ยงจากการทำลายข้อมูลและเป็นหลักประกันว่าธุรกิจจะสามารถกู้คืนข้อมูลได้เมื่อเกิดวิกฤต
| Encryption | Immutability | |
| หลักการทำงาน | แปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่ไม่สามารถอ่านได้ และต้องใช้คีย์ในการถอดรหัส | ล็อกข้อมูลหลังจากบันทึกแล้ว เพื่อไม่ให้สามารถแก้ไขหรือลบได้ |
| หน้าที่หลัก | รักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและป้องกันไม่ให้ข้อมูลที่รั่วไหลถูกอ่านได้ | รัับประกันว่าข้อมูลจะยังคงอยู่ พร้อมป้องกันการลบหรือดัดแปลงข้อมูล |
| ภัยคุกคามที่รับมือ | การดักจับข้อมูลหรือการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต | การลบหรือแก้ไขข้อมูลในกรณีที่เกิดการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ |
| วัตถุประสงค์ | ป้องกันการนำข้อมูลขององค์กรหรือข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกขโมยไปใช้ในทางที่ผิด | ป้องกันการนำข้อมูลขององค์กรหรือข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกขโมยไปใช้ในทางที่ผิด ทำให้มั่นใจว่าข้อมูลยังสามารถกู้คืนได้หลังเกิดภัยพิบัติ |
เมื่อต้องรับมือกับการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ Immutability สามารถทำหน้าที่เป็นรากฐานสำคัญ เนื่องจากช่วยรับประกันความถูกต้องสมบูรณ์และความพร้อมใช้งานของข้อมูล ส่วน Encryption สามารถเป็นการป้องกันชั้นที่สองเพื่อป้องกันการนำข้อมูลที่รั่วไหลไปใช้ประโยชน์ การพึ่งพาวิธีป้องกันเพียงรูปแบบเดียวจึงไม่เพียงพออีกต่อไป
ท่ามกลางภัยคุกคามในปัจจุบัน ธุรกิจจำเป็นต้องใช้ Immutability และ Encryption ร่วมกัน เพื่อรักษาทั้งความเป็นส่วนตัวและความพร้อมใช้งานของข้อมูล นี่คือแนวทางที่จะช่วยให้องค์กรสามารถสร้างสถาปัตยกรรมการสำรองข้อมูลที่มีความยืดหยุ่นได้อย่างแท้จริง
Synology ActiveProtect ผสาน Immutability และ Encryption เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยได้อย่างไร
Synology ActiveProtect คืออุปกรณ์สำรองข้อมูลระดับองค์กรที่ออกแบบโดยมีความยืดหยุ่นของข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญ พร้อมผสานทั้ง Immutability และ Encryption ไว้ภายในสถาปัตยกรรมการสำรองข้อมูลแบบครบวงจรเพียงหนึ่งเดียว
ตั้งแต่การสร้างข้อมูลสำรอง การจัดเก็บบนเซิร์ฟเวอร์ ไปจนถึงการทำสำเนาข้อมูลไปยังสถานที่ภายนอก ActiveProtect ช่วยให้ข้อมูลได้รับการปกป้องแบบไม่เปลี่ยนแปลง พร้อมเปิดใช้การเข้ารหัสฝั่งไคลเอนต์เมื่อมีการถ่ายโอนข้อมูลไปยังพื้นที่จัดเก็บข้อมูลระยะไกล ทำให้ข้อมูลไม่สามารถอ่านได้แม้จะถูกดักจับระหว่างการรับส่ง
ActiveProtect ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการจริงขององค์กร ด้วยการรองรับทั้ง Immutability และ Encryption
สำหรับเซิร์ฟเวอร์สำรองข้อมูลภายในองค์กร ActiveProtect ให้ความสำคัญกับ Immutability เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายจุดการกู้คืน (Recovery Point Objective หรือ RPO) และเป้าหมายระยะเวลาการกู้คืน (Recovery Time Objective หรือ RTO) ช่วยให้องค์กรสามารถสำรองข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและกู้คืนข้อมูลได้ทันทีเมื่อเกิดการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์
เทคโนโลยี Write Once, Read Many (WORM) จะล็อกข้อมูลทันทีหลังจากบันทึก เพื่อป้องกันไม่ให้มีการแก้ไขหรือลบข้อมูล อีกทั้งยังช่วยลดภาระการประมวลผลของ CPU และ I/O เนื่องจากไม่จำเป็นต้องเข้ารหัสหรือถอดรหัสข้อมูลซ้ำในการสำรองข้อมูลแต่ละครั้ง จึงรักษาไว้ได้ทั้งประสิทธิภาพการสำรองข้อมูลและความถูกต้องสมบูรณ์ของข้อมูล
นอกจากนี้ Immutability ของ ActiveProtect ยังมาพร้อมความสามารถในการจัดการอัจฉริยะ ซึ่งจะล็อกข้อมูลโดยอัตโนมัติทันทีหลังจากบันทึก ผู้ใช้สามารถกำหนดและจัดการนโยบายการเก็บรักษาข้อมูลผ่านนโยบายการปกป้องที่ตั้งค่าไว้ล่วงหน้า โดยตลอดระยะเวลาที่กำหนดจะไม่สามารถแก้ไขหรือลบข้อมูลได้ และเมื่อระยะเวลาการล็อกสิ้นสุดลง ข้อมูลจะถูกเก็บถาวรทันที
สำหรับพื้นที่จัดเก็บข้อมูลแบบ Remote storage ActiveProtect เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับ Immutability ด้วยการเข้ารหัส AES-256 เพื่อยกระดับการปกป้องข้อมูล เนื่องจากโดยทั่วไปข้อมูลสำรองนอกสถานที่จะถูกจัดเก็บไว้ตามข้อกำหนดการเก็บรักษาข้อมูลระยะยาวและไม่จำเป็นต้องกู้คืนบ่อยครั้ง ประสิทธิภาพจึงมีความสำคัญน้อยกว่า สิ่งสำคัญคือการป้องกันข้อมูลรั่วไหลระหว่างการรับส่งข้อมูลข้ามสถานที่หรือข้ามเครือข่าย เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว ActiveProtect ใช้การเข้ารหัสฝั่งไคลเอนต์เพื่อเข้ารหัสข้อมูลก่อนที่ข้อมูลจะออกจากเซิร์ฟเวอร์สำรองข้อมูล
ประสิทธิภาพที่เหนือกว่า: ข้อมูลสำรองภายในองค์กรไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการเข้ารหัสและถอดรหัสซ้ำ ช่วยให้สำรองและกู้คืนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว เพื่อรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ
ตอบโจทย์ข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ: ใช้การเข้ารหัสแบบครบวงจรสำหรับการรับส่งข้อมูลไปยังสถานที่ภายนอกและการจัดเก็บข้อมูลระยะไกล สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูล เช่น GDPR และ HIPAA พร้อมช่วยลดโอกาสที่ข้อมูลจะรั่วไหล
กลไกการรักษาความปลอดภัยสองชั้น (Dual-layer security): Built-in immutability ช่วยป้องกันการดัดแปลงและการลบข้อมูล ขณะที่ Encryption ช่วยรักษาความเป็นส่วนตัว ทำให้ข้อมูลยังคงสมบูรณ์และไม่สามารถอ่านได้โดยผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต
ในโลกปัจจุบันที่มีความซับซ้อน การอาศัยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวเพื่อต่อสู้กับแรนซัมแวร์ไม่เพียงพออีกต่อไป ActiveProtect ช่วยให้องค์กรใช้ประโยชน์จากทั้ง Immutability และ Encryption เพื่อรักษาความถูกต้องสมบูรณ์ ความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัยของข้อมูล เมื่อทำงานร่วมกัน เทคโนโลยีทั้งสองจะสร้างการป้องกันสองชั้นที่ช่วยให้กู้คืนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว รองรับการปฏิบัติตามข้อกำหนด และเสริมความยืดหยุ่นของข้อมูลในระยะยาว
คลิกที่นี่ เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Synology ActiveProtect
