ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยคาดว่ามูลค่าของเศรษฐกิจดิจิทัลจะเติบโตแตะ 4.8 ล้านล้านบาท และขยายตัวเร็วกว่าการเติบโตของ GDP มากกว่าสองเท่า ข้อมูลและระบบดิจิทัลจึงกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการดำเนินธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลยังมาพร้อมกับความเสี่ยงด้านไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าองค์กรในประเทศไทยเผชิญการโจมตีทางไซเบอร์เฉลี่ยมากกว่า 3,200 ครั้งต่อสัปดาห์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกถึง 164% ขณะที่เหตุการณ์แรนซัมแวร์สะสมมีมากกว่า 109,000 ครั้ง ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ ยังมีรายงานเหตุการณ์ด้านไซเบอร์มากกว่า 1,000 กรณี ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่าภัยคุกคามไซเบอร์ได้กลายเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจที่ทุกองค์กรต้องเตรียมรับมือ
Cybersecurity ไม่ใช่แค่เรื่องของฝ่าย IT อีกต่อไป
ในอดีต องค์กรจำนวนมากให้ความสำคัญกับการป้องกันการโจมตีเป็นหลัก แต่รูปแบบการโจมตีในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการโจมตี การโจมตีผ่านข้อมูลรับรองผู้ใช้งาน (Credential-based Attack) และการมุ่งเป้าไปยังระบบสำรองข้อมูล ซึ่งเคยเป็นแนวป้องกันสุดท้ายขององค์กร
เมื่อภัยคุกคามมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “จะป้องกันการโจมตีได้หรือไม่” แต่คือ “องค์กรจะสามารถฟื้นตัวและกลับมาดำเนินธุรกิจได้เร็วเพียงใดเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น”
แนวคิดนี้เองที่ทำให้ Cyber Resilience กลายเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารความเสี่ยงในองค์กรยุคใหม่
จาก “Prevention” สู่ “Resilience”
Cyber Resilience คือความสามารถขององค์กรในการป้องกัน ตรวจจับ รับมือ และกู้คืนระบบและข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อได้แม้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด สำหรับองค์กรในปัจจุบัน การสร้าง Cyber Resilience ไม่ได้หมายถึงการมีระบบสำรองข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถบริหารจัดการข้อมูลที่กระจายอยู่ทั้งในระบบ On-premises, Public Cloud, Private Cloud และ SaaS ได้จากศูนย์กลาง พร้อมกำหนดนโยบายการปกป้องข้อมูลที่สอดคล้องกันในทุกสภาพแวดล้อม
Hybrid–Multi Cloud กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่
องค์กรจำนวนมากกำลังนำสถาปัตยกรรมแบบ Hybrid และ Multi-Cloud มาใช้เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้การบริหารจัดการข้อมูลและการสำรองข้อมูลมีความซับซ้อนมากขึ้น การสร้างโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่พร้อมรองรับอนาคตจึงควรให้ความสำคัญกับองค์ประกอบหลัก ได้แก่
- การบริหารจัดการข้อมูลจากศูนย์กลาง (Centralized Management)
- การกำหนดนโยบายด้านความปลอดภัยที่สอดคล้องกันทุกระบบ
- การปกป้องข้อมูลด้วยเทคโนโลยี เช่น Immutable Storage, Anomaly Detection และ Automated Integrity Check
- ความสามารถในการขยายระบบ (Scalability) เพื่อรองรับปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
Cyber Resilience คือความได้เปรียบทางธุรกิจ
ในยุคที่ข้อมูลกลายเป็นทรัพยากรสำคัญขององค์กร ความสามารถในการปกป้องและกู้คืนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการด้านความปลอดภัยอีกต่อไป แต่เป็นปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านกฎหมาย ความเชื่อมั่นของลูกค้า และความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
เพื่อรองรับความท้าทายดังกล่าว Synology ได้พัฒนา Synology ActiveProtect Appliance ซึ่งผสานความสามารถด้านการสำรองข้อมูล การบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ และสถาปัตยกรรมที่รองรับการขยายระบบไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ช่วยลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการ พร้อมเสริมสร้าง Cyber Resilience ให้กับองค์กรทุกขนาด
เมื่อภัยไซเบอร์ไม่ใช่คำถามว่า “จะเกิดหรือไม่” แต่เป็น “จะเกิดเมื่อใด” องค์กรที่เตรียมพร้อมทั้งด้านการป้องกันและการกู้คืน จะเป็นองค์กรที่สามารถรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจ และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
เปลี่ยนข้อมูลให้เป็นความได้เปรียบทางธุรกิจ
ไม่ว่าจะเป็นการบริหารข้อมูล การปกป้องข้อมูล หรือการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI การวางแผนที่เหมาะสมตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้องค์กรลดความซับซ้อน ควบคุมต้นทุน และเพิ่มความพร้อมสำหรับอนาคต
เสริมความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีเพื่อรองรับภัยคุกคามไซเบอร์ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจาก Synology เพื่อออกแบบโซลูชันที่ตอบโจทย์ธุรกิจของคุณที่นี่ Link